ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้สหรัฐฯ สอบสวน ‘เจ้าชายซาอุฯ’ แฮกมือถือ-ปล่อยภาพหวิว ‘เจ้าพ่อแอมะซอน’

รอยเตอร์ – ผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบสวนกรณีมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียอาจมีส่วนพัวพันกับการแฮกข้อมูลโทรศัพท์ของ เจฟฟ์ เบซอส บิ๊กบอสแอมะซอนและเจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์

แอกเนส คัลลามาร์ด และ เดวิด คาเย ผู้รายงานพิเศษของยูเอ็น ระบุวานนี้ (22) ว่า พวกเขาได้รับข้อมูลบ่งชี้ถึง “ความเป็นไปได้” ที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ จะทรงเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2018 ก่อนที่นิตยสารซุบซิบ ‘เนชันแนลเอ็นไควเรอร์’ จะขู่ตีพิมพ์ภาพลับระหว่าง เบซอส กับอดีตนักข่าวหญิงซึ่งเขาแอบมีสัมพันธ์สวาทด้วย

คัลลามาร์ด ซึ่งเป็นผู้รายงานพิเศษด้านการวิสามัญฆาตกรรม และ คาเย ซึ่งเป็นผู้รายงานพิเศษด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เชื่อว่าการแฮกโทรศัพท์ เบซอส นั้น “มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงหรือไม่ก็บังคับให้วอชิงตันโพสต์หยุดรายงานข่าวเกี่ยวกับซาอุดีอาระเบีย” พร้อมทั้งเรียกร้อง “ให้สหรัฐฯ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ทันที”

ทั้งนี้ คำแนะนำของผู้ตรวจสอบยูเอ็นไม่ได้มีผลบังคับ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะทำตามหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่มีรายงานจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์เนิลว่าสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) กำลังตรวจสอบประเด็นนี้อยู่

เจ้าหน้าที่ซาอุฯ วิจารณ์ข้อครหาทั้งหมดว่าเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” (absurd)

ผู้ตรวจสอบยูเอ็นอ้างผลตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาความยาว 17 หน้ากระดาษโดยบริษัทที่ปรึกษา FTI Consulting ซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก เบซอส โดยรายงานดังกล่าวสรุป “ด้วยความน่าเชื่อถือระดับกลางถึงสูง” ว่า โทรศัพท์ iPhone X ของ เบซอส ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์ที่แฝงมากับคลิปวิดีโอซึ่งถูกส่งมาจากบัญชี WhatsApp ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ปี 2018

หลังได้รับคลิปดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง โทรศัพท์ของ เบซอส ก็เริ่มแสดงอาการผิดปกติอย่างรุนแรง และมีข้อมูลถูกส่งออกจากเครื่องเพิ่มขึ้นเกือบ 300 เท่า

ข้อครหานี้คาดว่าจะยิ่งบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่าง เบซอส กับริยาด และยังบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของซาอุฯ ในสายตาชาติมหาอำนาจและนักลงทุน

ปฏิบัติการแฮกมือถือเจ้าพ่อแอมะซอนเกิดขึ้นนานหลายเดือนก่อนที่ ‘จามาล คาช็อกกี’ คอลัมนิสต์วอชิงตันโพสต์ซึ่งเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์เจ้าชายโมฮัมเหม็ดและราชวงศ์ซาอุฯ อยู่บ่อยๆ จะถูกฆาตกรรมเมื่อเดือน ต.ค. ปี 2018

คาช็อกกี ถูกแก๊งนักฆ่าจากริยาดสังหารและหั่นทำลายศพภายในสถานกงสุลซาอุฯ ในนครอิสตันบูลของตุรกี ซึ่ง ซีไอเอ เชื่อว่ามกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดทรงเป็นผู้บงการ

เจ้าชายโมฮัมเหม็ดซึ่งมีพระนามโดยย่อว่า MbS ตรัสเมื่อปีที่แล้วว่า คดีฆาตกรรม คาช็อกกี เป็นฝีมือของพวกเจ้าหน้าที่แหกคอก (rogue operatives) และทรงยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งการ

เจ้าชาย ไฟซอล บิน ฟาร์ฮาน อัล-สะอูด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ก็ทรงออกมาวิจารณ์ข้อครหาต่อมกุฎราชกุมารว่า “ไร้สาระ” เช่นกัน

“ผมว่า ไร้สาระ คือคำที่ใช่ที่สุด… แนวคิดที่ว่ามกุฎราชกุมารของเราไปแฮกมือถือของ เจฟฟ์ เบซอส เป็นเรื่องโง่เขลาสิ้นดี” เจ้าชายไฟซอลประทานสัมภาษณ์กับรอยเตอร์ที่เมืองดาวอส

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เนชันแนลเอ็นไควเรอร์ซึ่งเป็นสื่อที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไปได้ข้อความที่ เบซอส แอบส่งถึง ลอเรน ซานเชซ อดีตผู้สื่อข่าวทีวีที่เป็นกิ๊กของเขาได้อย่างไร

เนชันแนลเอ็นไควร์เรอร์ได้นำภาพและข้อความที่ทั้งคู่ส่งถึงกันทางโทรศัพท์ออกมาตีแผ่ และคาดว่าการเปิดโปงนี้เองเป็นต้นเหตุให้ เบซอส ต้องหย่าร้างกับ ‘แมคเคนซี’ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่กินกันมาหลายสิบปี

หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ เบซอส ออกมากล่าวหาเมื่อปีที่แล้วว่ารัฐบาลซาอุฯ คือต้นตอของภาพและแมสเซจดังกล่าว ชณะที่ เบซอส ประณามเจ้าของนิตยสารแท็บลอยด์ว่าจงใจแบล็กเมล์ตนด้วยการขู่ตีพิมพ์ “ภาพลับเฉพาะ” ที่ตนส่งไปให้ ซานเชซ ดู